ถก คิด ตั้งคำถาม เนื่องในโอกาสครบรอบ 233 ปี การปฏิวัติฝรั่งเศส : ซีรีส์ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789

แม้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมากว่า 200 ปี แต่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ยังตราตรึงจิตและทำให้หวนคิดคำนึงถึงฝรั่งเศสเสมอ ๆ เมื่อถึงวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี ได้มีเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงเพื่ออิสรภาพของประชาชนครั้งสำคัญของโลก วันที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ “Bastille Day” หรือ “French National Day” เป็นที่รู้จักกันในภาษาไทยโดยทั่วไปว่า “วันชาติฝรั่งเศส”

เมื่อพูดถึงวันชาติฝรั่งเศส หลายคนจะต้องรู้จักวันนี้กันเป็นอย่างแน่นอน และสิ่งที่หลายคนมักนึกถึงต่อวันสำคัญนี้ในทำนองเดียวกันคือ “การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองคือ “เมื่อนึกถึงการปฏิวัติแล้ว ทุกคนนึกถึงอะไรต่อ”  ในสังคมไทย ภาพจำและความเข้าใจต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสมักเป็นมุมมองที่สุดโต่งอยู่มาก แบ่งการปฏิวัติฝรั่งเศสออกเป็นเพียงแค่ “ฝ่ายซ้าย” และ “ฝ่ายขวา” เป็นแนวคิดแบบชื่นชมการปฏิวัติฝรั่งเศส และหวาดกลัวต่อการปฏิวัติ ซึ่งภายหลังคนในสังคมก็อาจไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเพิ่ม หรือไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นมีเนื้อหาที่กว้างมาก ทำให้การที่จะสามารถศึกษาครบทุกมิติและทุกวิธีการศึกษาจึงต้องใช้เวลา

ฉะนั้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 233 ปี การปฏิวัติฝรั่งเศส ชมรมเขียนเปลี่ยนสังคมจึงอยากเสนอการปฎิวัติฝรั่งเศสในมิติใหม่ที่สังคมไทยมักไม่พูดถึงกันมากนัก นั้นคือมิติปรัชญาการเมืองจากแง่ตัวหลักที่ใช้พิจารณาการปฏิวัติ อย่าง “รากฐานภูมิปัญญาการปฏิวัติฝรั่งเศส” และประเด็นถกเถียงสำคัญซับซ้อน โดยมีเครื่องมือนำร่องคือหนังสือน่าอ่านเรื่อง “ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส” ของปิยบุตร แสงกนกกุล จากนั้นจึงชวนทุกคน ถก คิด ตั้งคำถาม ในประเด็นที่เครื่องมือนำร่องได้ฝากเราเอาไว้ มาเปรียบเทียบต่อเหตุการณ์ครั้งสำคัญของไทยที่คนไทยจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี อย่างน้อยก็เข้าใจมากกว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นคือ การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ที่ทางชมรมได้เขียนบทความไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์ถึงความเหมือนและความต่างของปัจจัยการปฏิวัติ กระบวนการในการปฏิวัติ ผลลัพธ์จากการปฏิวัติ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในของการเกิดการปฏิวัติในสมัยปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่อิสรภาพของประชาชนอย่างเห็นภาพที่ชัดขึ้นในบทความถัดไปของชุดซีรีส์ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789

รากฐานภูมิปัญญาการปฏิวัติฝรั่งเศส: มิติที่มักไม่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ ในสังคมไทย จาก “ภูมิปัญญาการปฏิวัติฝรั่งเศส”

เชื่อว่าเมื่อกล่าวถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว หลายคนจะคิดถึงการนองเลือดอันเกิดจากการปฏิวัติ นำมาซึ่งความรู้สึกหวาดกลัว จนก่อให้เกิดเป็นอคติต่อคำว่า “ปฏิวัติ” ไปเสียอย่างนั้น หรือไม่ก็นึกถึงประชาชนจำนวนมหาศาลที่ลุกฮือขึ้นเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครอง และคิดว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เราต่างตามหา อย่างไรก็ดีสิ่งที่เราตามหาอยู่นั้นอาจไม่ใช่ “การปฏิวัติแบบฝรั่งเศส” แต่อาจเป็น “การปฏิวัติ” เสียมากกว่า

เมื่อได้เห็นมิติใหม่ที่สังคมไทยไม่ค่อยได้พูดถึงกันมากนักอย่าง “ปรัชญาการเมือง” ที่เป็นดั่งรากฐานภูมิปัญญาของการปฏิวัติฝรั่งเศส จากหนังสือที่ควรอ่านเป็นอย่างมาก นั่นคือ“ภูมิปัญญาการปฏิวัติฝรั่งเศส” โดยปิยบุตร แสงกนกกุล

หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เราเห็นถึงข้อถกเถียงที่เป็นประเด็นสำคัญและซับซ้อนของการปฏิวัติฝรั่งเศสจากแง่ปรัชญาการเมือง “ฝ่ายซ้ายสังคมนิยม” “ฝ่ายซ้ายเสรีนิยม” และ “ฝ่ายขวา” ความเห็นพ้องและการโต้แย้งในรายละเอียดของเหตุผลต่าง ๆ จากการปฏิวัติ รวมถึงพิจารณาการปฏิวัติฝรั่งเศสโดยตัวแสดงที่เป็น “นามธรรม” ในแง่เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งจะเห็นว่าแท้จริงแล้ว การปฏิวัติฝรั่งเศสก็ไม่ต่างกับความรักที่ละเอียดและซับซ้อน แต่ก็สามารถทำให้โหยหาถึงการตั้งคำถามในตัวมันเองได้ตลอดเวลา

ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศสได้ชี้ให้เห็นว่า มิติความสนใจของสังคมไทยที่มีต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส แบ่งออกเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ สนใจการปฏิวัติฝรั่งเศสแบบลุ่มหลงฝักใฝ่ และแบบรังเกียจเดียดฉันท์ ทำให้มุมมองต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสอาจถูกแบ่งออกเป็น 2 แนวคิดใหญ่ ๆ คือ แบบซ้ายและแบบขวา ไปโดยปริยาย ทั้งที่แท้จริงแล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสมีมิติที่ซับซ้อนมากกว่านั้นซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละเครื่องมือที่ใช้ศึกษา อย่างไรก็ดีเราไม่อาจเห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของการปฏิวัติฝรั่งเศสได้ หากปราศจากการตั้งต้นรากฐานภูมิปัญญา หรือปรัชญาการเมือง

ในการตั้งต้นรากฐานภูมิปัญญานี้ ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ได้ตั้งต้นในแง่ประวัติศาสตร์ศึกษาเพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่ในการวิเคราะห์ประเด็นถกเถียงสำคัญของนักวิชาการประวัติศาสตร์จะมีการหยิบยกเรื่องปัจจัยภายนอกและภายในของฝรั่งเศสในช่วงระหว่างก่อนและหลังเกิดเหตุการณ์ปฎิวัติ ซึ่งไม่อาจสามารถเลี่ยงการ “กล่าวอ้างถึง” ความเป็นมาเป็นไปของฝรั่งเศสระหว่างนั้นได้แน่นอน แต่ในแต่ละบทของหนังสือ ตัวแสดงที่นำมาใช้พิจารณาเป็นหลักจะมีความแตกต่างกันออกไปดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

เริ่มแรกของหนังสือ ได้พูดถึงประเด็นถกเถียงสำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านเห็นถึงปรัชญาการเมืองอันเป็นรากฐานความคิดต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในประเด็น “ความพิเศษ” “ชนชั้น” และ “ความต่อเนื่อง” ของการปฏิวัติ

ความพิเศษ

ความพิเศษนั้น หมายถึง การปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นพิเศษหรือโดดเด่นไปกว่าการปฏิวัติอื่น ๆ หรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความพิเศษที่ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาของนักประวัติศาสตร์ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ต่างพยายามหยิบยกเรื่องผลกระทบทางประวัติศาสตร์การปฏิวัติช่วงปีศตวรรษที่ 18 มาเป็นประเด็นถกเถียง “ฝ่ายขวา” และ “ฝ่ายซ้ายเสรีนิยม” ก็อาจกล่าวได้ว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ได้วิเศษไปกว่าการปฏิวัติอื่น ๆ เนื่องจากช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสเกิดการปฏิวัติในระหว่าง ค.ศ. 1789 รอบข้างฝรั่งเศสต่างก็เกิดการปฏิวัติก่อนหน้านั้นแล้วด้วยเช่นกัน ซึ่งต้นแบบของการก่อปฏิวัติคือ สหรัฐอเมริกา ดังนั้นแล้วปรัชญาการเมืองที่เป็นรากฐานการปฏิวัติอเมริกาและฝรั่งเศสจะเหมือนกันในแง่สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักไม่หนีจากกันไปไหน เช่นเดียวกันกับประเทศรอบข้างอื่น ๆ ที่เกิดการปฏิวัติ

ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ “ฝ่ายซ้าย” พยายามชี้ให้เห็นมิติประวัติศาสตร์เรื่องปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่เพิ่มเข้ามาเป็นความแตกต่างในประเด็นถกเถียงนี้ แต่ยังคงไว้ซึ่งผลกระทบทางประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติช่วงศตวรรษที่ 18 อยู่ นักประวัติศาสตร์เหล่านี้ก็พยายามชี้ให้เห็นว่า ฝรั่งเศสก่อการปฏิวัติเพราะปัจจัยภายในคือ ระบอบกษัตริย์ที่ไม่เห็นค่าของประชาชน ในขณะเดียวกันการปฏิวัติอเมริกาเป็นเรื่องของปัจจัยภายนอกอย่างอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคม ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคนหรือวัฒนธรรมภายในประเทศ และเป็นตัวแสดงภายนอกที่มีอิทธิพลต่อสหรัฐอเมริกามาเนิ่นนานแล้ว จึงทำให้ชาวอเมริกันเกิดการตั้งคำถามที่นำไปสู่การปฏิวัติในที่สุด ดังนั้นนักประวัติศาสตร์ฝ่ายนี้จึงพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ปรัชญาการเมืองที่เป็นแนวคิดรากฐานการก่อปฏิวัติของฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกามีความต่างกันมากพอควร โดยเฉพาะเรื่องความเสมอภาคของประชาชนบนสัญญาประชาคม กล่าวคือเป็นข้อตกลงร่วมกันของประชาชนทุกคน การปฏิวัติในฝรั่งเศสจะให้ความสำคัญต่อความเสมอภาคของประชาชนและข้อตกลงร่วมกันโดยปราศจากอภิสิทธิ์ชนอย่างชนชั้นกษัตริย์ที่เป็นปัจจัยภายใน ขณะเดียวกันการปฏิวัติอเมริกานั้น เป็นการปฏิวัติเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพจากเจ้าอาณานิคมซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก

ชนชั้น

ต่อมาคือประเด็นถกเถียงสำคัญเรื่องชนชั้น ประเด็นนี้เองที่มีความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นแรก แต่ประเด็นนี้กลับสร้างความซับซ้อนเกิดเป็นข้อถกเถียงระหว่างฝ่ายซ้ายด้วยกันเอง มากกว่าเป็นข้อถกเถียงระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา คือ การปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นแท้จริงแล้วเป็นการปฏิวัติของชนชั้นประชาชนเป็นกำลังสำคัญ หรือเป็นการปฏิวัติของชนชั้นพ่อค้า (กระฎุมพี) เป็นกำลังสำคัญ จากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นในประเด็นแรก “ฝ่ายซ้ายเสรีนิยม” และ “ฝ่ายขวา” มีมุมมองต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสว่า เป็นการปฏิวัติแบบปกติเฉกเช่นเดียวกับการปฏิวัติของประเทศรอบข้างอื่น ๆ ซึ่งจะพ่วงมากับความคิดที่ว่า ชนชั้นพ่อค้าเป็นกำลังหลักสำคัญในการทำปฏิวัติ เนื่องจากคนในชนชั้นพ่อค้าต่างต้องการมีบทบาททางการเมืองเพิ่มมากขึ้นเฉกเช่นฐานันดรที่ 2 อย่างขุนนางและพระ ภายหลังจึงเกิดการกระจายข่าวสารหรือการรวมพลังของชนชั้นพ่อค้าเกี่ยวกับการปลุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ประชาชนรอบนอกเมื่อได้รับรู้ข่าวสารรวมถึงปัญหาการกดขี่ที่ฐานันดรที่ 3 คือประชาชนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีสินทรัพย์เยอะอะไรมากนักเผชิญอยู่จึงพลอยเป็นแรงสนับสนุนในการก่อการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วย

ในขณะที่ “ฝ่ายซ้ายแบบเก่า (สังคมนิยม)” มองว่า ชนชั้นพ่อค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปฏิวัติเท่านั้นเพราะสุดท้ายแล้วประชาชนก็เป็นผู้ที่ทำให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสอยู่ดี ซึ่งนักประวัติศาสตร์ฝ่ายนี้ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในแถบชานเมืองรอบนอกจำนวนมาก ที่ออกมาเรียกร้องขุนนางเกี่ยวกับที่นาและการจัดเก็บภาษีที่ราษฎรถูกเก็บเยอะเกินไป ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่เมืองหลวงของฝรั่งเศสชนชั้นพ่อค้าก็เกิดการเรียกร้องเพื่อต้องการมีบทบาททางการเมืองพอดิบพอดี

ความต่อเนื่อง

ท้ายสุดในข้อถกเถียงประเด็นเรื่องความต่อเนื่อง ข้อถกเถียงนี้ไม่ได้เป็นข้อถกเถียงระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเช่นเดิมแล้ว แต่เป็นข้อถกเถียงระหว่างรายละเอียดความเห็นต่างของการมีแนวคิดความเกี่ยวเนื่องและสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ระหว่างฝ่ายซ้ายและขวา ฝ่ายที่เห็นว่าทั้งสองมีความคิดที่เกี่ยวเนื่องกันก็เสนอไว้ว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นความเกี่ยวเนื่องของปัจจัยเหตุการณ์ก่อนหน้าการปฏิวัติ จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง และการเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองของสังคมสมัยนั้น ดังเช่นในเหตุผลของประเด็นถกเถียงที่หนึ่งและสองที่ได้ไล่เรียงก่อนหน้านี้ ซึ่งฝ่ายขวาและซ้ายจะมีความเห็นต่อเหตุการณ์ปฏิวัติต่อจากนี้อย่างไรก็ค่อยถกกันอีกที แต่โดยภาพรวมแล้ว ในขณะเดียวกันฝ่ายที่เห็นว่าฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาไม่ได้มีความคิดที่เกี่ยวเนื่องหรือสอดคล้องกันได้เสนอไว้ว่า จริงอยู่ที่การปฏิวัติฝรั่งเศสมีความเกี่ยวเนื่องหรือเป็นผลของปัจจัยเหล่านั้น แต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ในระหว่างการประชุมสมาชิกสภาแห่งชาติหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ความคิดของสมาชิกสภามีความลื่นไหลคล้อยตามและเปลี่ยนแปลงตลอด ๆ ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ เลยต่อปัจจัยเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมรอบนอกก่อนการปฏิวัติ อีกทั้งเหตุผลในการใช้ถกนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุผลตามยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ของฝ่ายซ้ายอีกด้วย

จากที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่า เพียงแค่ในส่วนแรกก็สามารถทำให้เราเห็นแง่ประวัติศาสตร์ศึกษา ของการปฏิวัติที่เรามักยกมาเป็นประเด็นพูดคุยกันบ่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็สามารถชี้ให้เห็นถึงความคิดทางการเมืองจากมุมปรัชญาการเมืองฝ่าย “ซ้ายและขวา” รวมถึงยังทำให้เห็นถึงความละเอียดและซับซ้อนของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งมีนัยมากกว่าแค่เรื่องการโค่นล้มระบบกษัตริย์ การนองเลือด และตัวแบบการปฏิวัติ

นอกจากนี้แล้ว การปฏิวัติฝรั่งเศสในมิติปรัชญาการเมืองจากหนังสือเล่มนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความลื่นไหลของปรัชญาการเมืองตามการเปลี่ยนแปลงตัวแสดงหลักในเหตุการณ์การปฏิวัติด้วย กล่าวคือเห็นถึงความคงอยู่และความเปลี่ยนแปลงของแต่ละแนวคิดภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งจะขอหยิบยกมาเพียงแค่บางเหตุการณ์สำคัญเท่านั้น อย่างไรก็ดีในส่วนต่าง ๆ ของตัวหลักอื่น ๆ ผู้อ่านเองก็สามารถมองได้จากหลากหลายตัวหลักในการพิจารณาเช่นเดียวกันจากการพิจารณาตัวหลักที่หลากหลายออกไป เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เห็นความลื่นไหลของปรัชญาการเมืองมากที่สุดคือ เหตุการณ์ยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาแห่งชาติภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว เกิดเป็นข้อถกเถียงว่า ท้ายสุดแล้วเป็นชาติหรือกษัตริย์กันแน่ที่เป็นผู้ทรงอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากในฉบับร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า “ระบอบการปกครองของฝรั่งเศสเป็นระบอบการปกครองแบบกษัตริย์”

“ฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม” ก็ได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า กษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอว่า สภาแห่งชาติได้ฟื้นฟูระบบเก่าให้กลับมามีผลดังเดิม ซึ่งในหนังสือได้เสนอให้เห็นความคิดของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอนุรักษ์นิยมอย่าง เจอร์ราร์ด เดอ ลัลลี่ โทเลนเดล (Gérard de Lally-Tollendal) และ ฌ็อง โฌแซ็ฟ มูนิเย่ร์ (Jean Joseph Mounier) ที่พยายามหยิบยกเรื่องประวัติศาสตร์มาเป็นเหตุผลหลักเสมอ เพื่อเสนอว่า กษัตริย์คือผลลัพธ์ภายหลังการปฏิวัติ กษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้แล้วกรรมธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังมักอ้างถึงปรัชญาการเมืองในทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจ ที่เสนอไว้ว่า กษัตริย์ซึ่งเป็นส่วนสายงานบริหาร จำเป็นต้องคานอำนาจกับฝ่ายสภาแห่งชาติซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ได้ไว้ใจให้ฝรั่งเศสปกครองโดยประชาชน

ในขณะที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส “ฝ่ายซ้ายเสรีนิยม” ที่รากฐานปรัชญาการเมืองทางกฎหมายเป็นสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) อย่าง เอ็มมานูเอล โจเซฟซิแยส (Emmanuel Joseph Sieyès) ได้พยายามชี้ให้เห็นว่า กษัตริย์ตามการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้บัญญัติไว้นั้น ก็ไม่ได้เป็นผู้ทรงอำนาจ แต่ผู้ทรงอำนาจอย่างแท้จริงในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่หลังการปฏิวัติฝรั่งเศสคือประชาชนหรือรัฐต่างหาก ในความคิดของโจเซฟซิแยสเกี่ยวกับรากฐานความคิดแบบสำนักกฎหมายธรรมชาติ ได้เสนอเอาไว้ว่า กฎหมายที่ดีนั้นต้องเป็นกฎหมายที่ไม่จำกัดเสรีภาพของประชาชน และต้องเป็นกฎหมายที่บังคับใช้กับทุกคน ไม่มีอภิสิทธิชนในการบังคับใช้กฎหมาย แต่หากเราพิจารณาถึงประวัติของโจเซฟซิแยสถัดไปในหนังสือ ก็จะพบว่าประชาชนที่เขาให้ความสนใจนั้นจะเป็นประชาชนในฐานันดรที่ 2 หรือไม่ก็เป็นประชาชนชนชั้นกระฎุมพีเสียมากกว่าประชาชนผู้น้อยทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าความคิดของเขาสุดท้ายก็ไปบรรจบที่ความคิดแบบฝ่ายเสรีนิยม

ดังนั้นหากสรุปรวบรัดรากฐานภูมิปัญญาการปฏิวัติฝรั่งเศส ผ่านเครื่องมือนำร่องจาก “ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส” จะเห็นได้ว่าสามารถแบ่งปรัชญาการเมืองได้ออกเป็น 3 ฝ่ายใหญ่ ๆ คือ ฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม ฝ่ายขวาค่อนกลางหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นฝ่ายซ้ายเสรีนิยม และฝ่ายซ้ายบนสัญญาประชาคมและความเสมอภาคของประชาชน แม้ระบอบเก่าเดิมแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะหายไปแล้ว แต่ฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมก็ยังเห็นว่า ระบอบกษัตริย์ยังคงมีอำนาจและ “ยังต้อง” มีบทบาททางการเมืองเพื่อคานอำนาจกับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ไว้ใจให้ประชาชนมีบทบาทในระบอบการปกครอง “ขนาดนั้น” ในขณะที่ฝ่ายซ้ายและซ้ายแบบเสรีนิยม เห็นว่าประชาชนต้องเป็นหลักสำคัญของการดำเนินระบอบการปกครองใหม่นี้ ต้องมีสิทธิมีเสียงต่อระบอบการปกครองนี้ อย่างไรก็ดีความแตกต่างของฝ่ายซ้ายสัญญาประชาคมและฝ่ายซ้ายเสรีนิยมคือ ความเสมอภาคของประชาชนนั้นไม่เท่ากัน ฝ่ายซ้ายเสรีนิยมยังให้ความสำคัญกับขุนนางและชนชั้นพ่อค้าเป็นพิเศษ ทำให้ประชาชนชาวไร่ชาวนาคนธรรมดาในความคิดแบบเสรีนิยมอาจตกหล่นไป ในขณะเดียวกันฝ่ายซ้ายบนสัญญาประชาคมนั้นต้องมีความเสมอภาคของประชาชนทุกคน ไม่มีอภิสิทธิ์ชนอยู่ในการดำเนินระบบการเมืองและระบอบการปกครอง ซึ่งในส่วนเหตุผลนี้เองก็ทำให้ฝ่ายซ้ายทั้งสองเกิดข้อถกเถียง

ในประเด็นชนชั้นที่เป็นเหตุผลของการปฏิวัติทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น เป็นเพียงแค่บางส่วนของรากฐานภูมิปัญญาปรัชญาการเมืองในการปฎิวัติฝรั่งเศสด้วยเครื่องมือนำร่องที่ชี้ให้เห็นถึงมิติมุมมองใหม่ต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสในสังคมไทย ซึ่งมุมมองส่วนใหญ่ถูกแบ่งแยกออกเป็นเพียงแค่ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาอย่างเดียว แต่ “ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส” ได้สรุปให้เห็นถึงความคิดซับซ้อนระหว่างแนวคิดปรัชญาการเมืองที่ทั้งเหมือนและต่างกันทั้งในแบบประวัติศาสตร์ศึกษาและตัวแสดงหลักในการปฏิวัติฝรั่งเศสแบบนามธรรมเหตุการณ์สำคัญ กระทั่งเกิดเป็นข้อถกเถียงที่ในปัจจุบันยังคงเป็นที่กล่าวถึง อย่างไรก็ดี ทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากการนำร่องของภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศสเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้อ่านหลายท่านก็สามารถวิเคราะห์ปรัชญาการเมืองเหล่านี้ได้แตกต่างกันออกไปได้จากหนังสือ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถเห็นได้จากแง่ปรัชญาการเมืองของการปฏิวัติฝรั่งเศส ทั้งในฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายคือ

“ฝรั่งเศสจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่นั้นคืออิสรภาพของประชาชน จากการกดขี่ของระบอบกษัตริย์เดิม”

นอกจากนี้แล้ว “ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส” ยังได้ฝากข้อสังเกตจากการปฏิวัติไว้ให้เราได้ขบคิดกันต่ออีกด้วย ซึ่งทางชมรมเขียนเปลี่ยนสังคมอยากนำข้อสังเกตเหล่านี้มาขบคิดต่อ แต่อยากขอรวบยอดข้อสังเกตเหล่านั้นเพื่อให้กระชับและรัดกุม และเพื่อพยายามชี้ให้เห็นข้อสังเกตเหล่านั้นในแง่การเปรียบเทียบต่อการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ของไทยให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด


บรรณานุกรม

ปิยบุตร แสงกนกกุล. (2565). ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน

William Doyle. (2564). The French Revolution ปฎิวัติฝรั่งเศส: ความรู้ฉบับพกพา. แปลโดย ปรีดี หงษ์สตัน (หน้า 52-58). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ bookscape.

กุลดา เกษบุญชู มี้ด. (2561). วิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศส ในกระแสเศรษฐกิจโลก จากระบบฟิวดัลถึงการปฏิวัติ(หน้า 165-171). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

Related Post

Write for Democracy

เลือนรางจวนจะจางหาย: ครบรอบ 90 ปี อภิวัฒน์สยาม

เรื่อง Write to Raise

Write for Democracy

ถก คิด ตั้งคำถาม เปรียบเทียบการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 จากข้อสังเกตในภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส : ซีรีส์ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789

เรื่อง Write to Raise

Write to Raise

Writing and Translating as Ways to Protect and Promote Democracy

ชมรมเขียนเปลี่ยนสังคมเกิดขึ้นมาจากกลุ่มนิสิตที่มองเห็นปัญหาในสังคมรอบตัวและต้องการขับเคลื่อนในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ฯลฯ

Contact Us

[email protected]