ถก คิด ตั้งคำถาม เปรียบเทียบการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 จากข้อสังเกตในภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส : ซีรีส์ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789

จากบทความแรกของซีรีส์ปฏิวัติฝรั่งเศสที่ทางชมรมได้เผยแพร่ไปในตอนแรก ปิยบุตร แสงกนกกุลได้ชี้ให้เห็นถึงข้อสังเกตจากการปฎิวัติฝรั่งเศสไว้ให้ผู้อ่านได้ขบคิดกันหลังจากนั้นถึง 6 ประการด้วยกัน อย่างไรก็ดีจากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติสยาม อีกทั้งเห็นถึงปัจจัย กระบวนการ ผลลัพธ์ และนำไปสู่การตั้งคำถาม จึงอยากขอสรุปรวบยอดประเด็นข้อสังเกตเหล่านั้นให้กระชับ หากผู้อ่านสนใจต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านได้จากภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศสนี้

จากข้อสังเกต 6 ประการเหล่านั้น สามารถสรุปรวบยอดใหม่ได้เป็นประเด็นพิจารณาใหญ่ ๆ ต่อไปดังนี้ คือ ปัจจัยในการก่อปฏิวัติ กระบวนการการปฏิวัติ ผลลัพธ์ และการตั้งคำถามถึงอนาคต

ปัจจัยในการก่อปฏิวัติ

การปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นได้จากผู้มีอำนาจในทางการเมืองและราษฎรที่พร้อมใจกันลุกฮือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักสำคัญในการก่อปฏิวัติและการทำให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองอย่างสมาชิกสภาแห่งชาติกลับมาอยู่ฝ่ายประชาชน คือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน นอกจากนี้แล้วสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประชาชนรวมถึงสมาชิกสภาแห่งชาติเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่สิ่งใหม่นั้น คือ สถานการณ์ปฏิวัติ กล่าวคือ สถานการณ์ที่นำไปสู่การปฏิวัติก่อนหน้าที่ทำให้เห็นถึงความเป็นไปในการเปลี่ยนแปลงอนาคต

ซึ่งหากเรานำประเด็นพิจารณาเรื่องปัจจัยที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติ จากการปฏิวัติของฝรั่งเศสดังกล่าวมาเป็นข้อเปรียบเทียบต่อการปฏิวัติสยาม ปัจจัยสำคัญในแง่สถานการณ์ปฏิวัติเป็นสิ่งแรกที่ผู้อ่านทุกคนจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจน จากสถานการณ์ก่อนหน้า เช่น ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน การกำเนิดขึ้นของชนชั้นใหม่อย่างชนชั้นกระฎุมพี และระบอบการปกครองเดิมที่มีปัญหาและไม่ได้สร้างความเท่าเทียมให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ดีในส่วนของปัจจัยทั้งภายนอกและภายในอย่างผู้มีอำนาจในทางการเมือง ในสังคมไทยยังมีมายาคติจากบทเรียนในชั้นเรียนอย่างวลี “ชิงสุกก่อนห่าม” เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่เป็นเพียงชนชั้นนำอย่างทหาร หรือมีเพียงเฉพาะนักเรียนนอกหัวก้าวหน้าเท่านั้นที่เป็นผู้ริเริ่มต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง ประชาชนส่วนมากไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นดังที่มายาคตินั้นว่าไว้

หากวิเคราะห์เรื่องปัจจัยที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติสยาม ตามความจริงแล้วจะพบได้ว่า พลังประชาชนซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกนั้นมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ ณ ช่วงเวลานั้นเป็นอย่างมาก ทั้งครูอาจารย์ นักกฎหมาย ชาวบ้านชาวไร่ชาวนา นักหนังสือพิมพ์นักเขียน และข้าราชการชนชั้นกลาง ฯลฯ นอกจากนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กระบวนการเคลื่อนไหวในสังคมของประชาชน แต่ยังมีการใช้สื่อสิ่งพิมพ์และการกระจายความรู้ในสถานศึกษาและการแสดงความเห็นต่าง ๆ ลงในสื่อสิ่งพิมพ์อีกด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอกซึ่งมีผลต่อการนำไปสู่ปฏิวัติสยาม เพียงแต่คณะราษฎรอาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นเพียงผู้นำหลักในการเปลี่ยนแปลงระบอบเท่านั้น อย่างไรก็ดีจากเหตุผลที่ว่าคณะราษฎรเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านนี้เอง จึงสามารถนำไปสู่การสนับสนุนให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองพร้อมใจเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ประชาชนเรียกร้องไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้

ต่อมาเป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงสถานการณ์ปฏิวัติ จากที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นและบทความเกี่ยวกับการปฏิวัติสยาม ที่ทางชมรมได้เขียนไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถานการณ์ปฏิวัติหลักที่เป็นดั่งไฟจุดประกายกลายเป็นปัจจัยในการปฏิวัติ เกิดจากระบอบการปกครองเดิมที่โอนอำนาจให้แก่ชนชั้นนำมากจนเกินไป รวมถึงสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ และชนชั้นใหม่หรือชนชั้นกลาง เช่น พ่อค้า ปัญญาชน ครูอาจารย์ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการปฏิวัติสยามอีกด้วย

ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยในการก่อให้เกิดการปฏิวัติจากพลังภายนอกและภายในรวมถึงสถานการณ์การปฏิวัติแล้ว ทั้งในส่วนการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติสยามนั้น ล้วนแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่นำไปสู่การปฏิวัติได้ในลักษณะที่เหมือนกันคือ การเกิดขึ้นของพลังปัจจัยภายนอกและภายใน และสถานการณ์ปฏิวัติที่มีลักษณะคล้ายกัน

กระบวนการปฏิวัติ

ต่อมาในประเด็นพิจารณาถึงกระบวนการปฏิวัติ สามารถสรุปได้ว่า กระบวนการในการปฏิวัตินั้นจะต้องเกิดจากความร่วมมือของประชาชนและจะต้องเกิดความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่ รวมถึงความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่จากผู้นำหรือผู้มีอำนาจในทางการเมืองด้วย ในการปฏิวัติฝรั่งเศส กระบวนการที่ทำให้การปฏิวัติเกิดขึ้นได้นั้นคือ การที่ประชาชนต่างพร้อมใจกันสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่อิสรภาพ ในการประชุมสภาฐานันดรหลังจากห่างหายมาเป็นเวลากว่า 100 ปีของฝรั่งเศส ฝ่ายกษัตริย์และฐานันดรที่ 2 อย่างพระและขุนนางต่างก็คงอำนาจผลประโยชน์ไว้ที่ตนเอง อย่างไรก็ดีการเคลื่อนไหวของประชาชนนอกสภาก็แสดงให้เห็นถึงพลังที่พร้อมใจเพื่อเปลี่ยนแปลงสู่อิสรภาพได้ในที่สุด

นอกจากนี้แล้วความคิดของสภาแห่งชาติภายหลังจากการปฏิวัติ ก็ได้พยายามเสนอถึงระบอบกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ สมาชิกสภาแห่งชาติในตอนแรกยังคงยึดมั่นการให้มีกษัตริย์อยู่ในระบอบ แต่เนื่องจากความคิดนี้เอง นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า จะต้องจัดกษัตริย์ไว้อยู่ในตำแหน่งใด จนท้ายสุดจึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่เป็นในรูปแบบสาธารณรัฐของประชาชน

เมื่อเปรียบเทียบประเด็นดังกล่าวต่อการปฏิวัติสยาม หากหยิบยกถึงเรื่องความร่วมมือของประชาชนและจะต้องเกิดความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่ รวมถึงความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่จากผู้นำหรือผู้มีอำนาจในทางการเมืองมาเปรียบต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสดังกล่าว จะเห็นถึงความเหมือนกันแน่นอนระหว่างการปฏิวัติทั้งสองนี้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่นำพามาซึ่งความแตกต่างระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติสยามคือ การปฏิวัติสยาม มีการตัดสินใจอย่างประนีประนอมมากกว่าการปฏิวัติของฝรั่งเศส

การปฏิวัติสยามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นคือ กระบวนการทางสังคมของประชาชนแม้จะไม่ได้ระบุในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของไทยอย่างชัดเจน ว่าประชาชนมีบทบาทต่อการปฏิวัติสยามมากเพียงใด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนก็มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างมาก นอกจากนี้ คณะราษฎรถือได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง ความคิดของคณะราษฎรต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็แสดงให้เห็นชัดเจนถึงจุดยืนเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ เห็นได้จากการยกร่างรัฐธรรมนูญในมาตราแรกว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แต่ต่อมาได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งเปลี่ยนข้อความดังกล่าวไปเป็น “อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยามพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งนี่คือความต่างในแง่การประนีประนอมของการปฏิวัติสยาม เมื่อเปรียบกับการปฏิวัติฝรั่งเศสในแง่รายละเอียดที่ลงลึกในกระบวนการปฏิวัติ

ผลลัพธ์

การปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติสยามนั้น หากนำเรื่องความขัดแย้ง ความแตกแยกภายหลังการปฏิวัติมาเป็นประเด็นพิจารณา จะเห็นได้ชัดเจนว่ากระทั่งปัจจุบันความคิดทางการเมืองของฝรั่งเศสและของไทยก็ยังคงถกเถียงประเด็นเรื่องการปฏิวัติดังกล่าวอยู่เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่ต่างกันระหว่างฝรั่งเศสและไทยคือ การที่ไทยพยายามกลืนกินการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างการปฏิวัติสยาม ให้เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์เท่านั้น อีกทั้งยังพยายามสร้างมายาคติผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ในสังคม เช่น มายาคติที่เราได้เรียนจากตำรากันบ่อย ๆ ว่าการปฏิวัติสยามเป็นการกระทำที่ชิงสุกก่อนห่ามทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ปฏิวัติก่อนหน้านั้นคุกรุ่นมาเป็นเวลานานแล้ว มายาคติที่ว่าพระมหากษัตริย์กำลังจะประทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยให้ก่อนแล้วแต่เกิดการปฏิวัติสยามขึ้นก่อน ซึ่งหากไปพิจารณาถึงมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ท้ายสุดรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ให้อำนาจในการปกครองแก่ประชาชน หรือมายาคติอื่น ๆ ที่พูดกันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น เป็นเหตุให้กระทั่งในสังคมปัจจุบันมองว่า การปฏิวัติสยามเป็นดั่งด่างพร้อยของประวัติศาสตร์ไทย

การตั้งคำถามถึงอนาคต

ท้ายสุดคือ การตั้งคำถามจากข้อสังเกตว่า การปฏิวัติแบบฝรั่งเศสจะสามารถเกิดขึ้นได้ในศตวรรษที่ 21 หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ เราสามารถหยิบยกการปฏิวัติในหลาย ๆ ชาติจากศตวรรษที่ 21 มาเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพของความพยายามเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น ในประเทศเมียนมาร์เพื่อนบ้านของเรา ที่พยายามขับไล่รัฐบาลรัฐประหารออกไป หรือเหตุการณ์อาหรับสปริงใน ค.ศ. 2010 ซึ่งอย่างไรก็ดีหากย้อนกลับมามองจากมุมการเปรียบเทียบระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสและไทยนั้น ภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสและการปฏิวัติไทย ล้วนมีความเหมือนกันในเรื่องความไม่นิ่งของการเมือง แต่ในแง่ความต่างนั้นฝรั่งเศสได้เปลี่ยนระบอบจากสาธารณรัฐไปสู่แบบจักรวรรดิ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และกลับสู่แบบสาธารณรัฐเช่นเดิม ในขณะที่ของไทยยังคงไว้ซึ่งระบอบเดิมแต่เพียงลายลักษณ์อักษร แต่ในเรื่องอำนาจการปกครองกลับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทางอำนาจให้เห็นอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันคำว่า “ประชาธิปไตย” กลับเลือนลางเจือจาง

หากตั้งข้อสังเกตในศตวรรษที่ 21 หรือในปัจจุบันของประเทศไทยและประเด็นพิจารณาข้อสังเกตแรกอย่างปัจจัยการนำไปสู่การปฏิวัติของฝรั่งเศส สถานการณ์การปฏิวัติของประเทศไทยนั้นเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันผู้มีอำนาจทางการเมืองกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นหลักปัจจัยการเปลี่ยนแปลงข้างต้น ก็มาจากการเคลื่อนไหวของประชาชนอยู่ดี เพราะประชาชนนั้นคือปัจจัยหลัก ไม่ใช่ปัจจัยรอง หรือปัจจัยสนับสนุนตื้น ๆ ของการเปลี่ยนแปลงไปสู่อิสรภาพของเราทุกคน


บรรณานุกรม

ณัฐพล ใจจริง. (2556). ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ. ใน ณัฐพล ใจจริง, ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2546). ความคิด ความรู้ และอำนาจทางการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.

ปิยบุตร แสงกนกกุล. (2565). ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน

ประจักษ์ ก้องกีรติ. “การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน”. The101.world. ค้นคว้าเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2565. https://www.the101.world/the-myths-of-2475/.

Related Post

Write for Democracy

เลือนรางจวนจะจางหาย: ครบรอบ 90 ปี อภิวัฒน์สยาม

เรื่อง Write to Raise

Write for Democracy

ถก คิด ตั้งคำถาม เนื่องในโอกาสครบรอบ 233 ปี การปฏิวัติฝรั่งเศส : ซีรีส์ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789

เรื่อง Write to Raise

Write to Raise

Writing and Translating as Ways to Protect and Promote Democracy

ชมรมเขียนเปลี่ยนสังคมเกิดขึ้นมาจากกลุ่มนิสิตที่มองเห็นปัญหาในสังคมรอบตัวและต้องการขับเคลื่อนในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ฯลฯ

Contact Us

[email protected]